วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วันแม่แห่งชาติ

ความเป็นมาของวันแม่แห่งชาติ
            ชาวอเมริกันเป็นผู้กำหนดให้มีวันแม่อย่างเป็นทางการขึ้น และผู้ที่พยายามเรียกร้องให้มีวันแม่ในอเมริกา คือ แอนนา เอ็ม. จาร์วิส คุณครูแห่งรัฐฟิลาเดลเฟีย แต่กว่าเธอจะประสบความสำเร็จก็ครบ 2 ปีพอดีในปี พ.ศ.2457 โดยประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน ได้มีคำสั่งให้ถือวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และดอกไม้สำหรับวันแม่ของชาวอเมริกันก็คือดอกคาร์เนชั่น ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่ให้ประดับตกแต่งบ้าน หรือประตูด้วยดอกคาร์เนชั่นสีชมพู แต่ถ้าแม่ถึงแก่กรรมไปแล้วให้ประดับด้วยดอกคาร์เนชั่นสีขาว 
ความเป็นมาของวันแม่แห่งชาติในประเทศไทย 
     วันแม่แห่งชาติ งานวันแม่จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ สวนอัมพร โดยกระทรวงสาธารณสุข แต่ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไป เมื่อวิกฤติสงครามสงบลง หลายหน่วยงานได้พยายามให้มีงานวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง ต่อมาวันแม่ที่รัฐบาลรับรอง คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 แต่ก็ต้องหยุดลงอีกในหลายปีต่อมา เนื่องจากกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบไป ส่งผลให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติซึ่งรับหน้าที่จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุน
     ต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้จัดงานวันแม่ขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2515 แต่จัดได้เพียงปีเดียวเท่านั้น จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้กำหนดวันแม่ขึ้นใหม่ให้เป็นวันที่แน่นอน โดยถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และกำหนดให้ดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ คือ ดอกมะลิ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ทำไมจึงใช้ดอกมะลิเป็นดอกไม้ประจำวันแม่
     การที่ใช้ดอกมะลิ เป็นสัญลักษณ์วันแม่ ก็เพราะดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอมที่หอมไปไกลและหอมได้นาน ผลิดอกได้ทั้งปี อีกทั้งยังนำไปปรุงเป็นเครื่องยาหอมใช้บำรุงหัวใจได้ด้วย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ลึกซึ้งที่แม่มีต่อลูก เป็นความรักที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาที่ไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีพิษมีภัย มีแต่ความชุ่มชื่นใจดั่งความหอมของดอกมะลิ
วันแม่แห่งชาติ ใช้ดอกมะลิเป็นสัญลักษณ์
ดอกมะลิเป็นสัญลักษณ์ของวันแม่
ดอกมะลิดอกไม้ประจำวันแม่
ชื่อ :
มะลิ มะลิลา มะลิหลวง มะลิซ้อน
ชื่อวิทยาศาสตร์ และชื่อพฤกษศาสตร์ :
Jusminum adenophyllum.
วงศ์ :
OLEACEAE
ลักษณะทั่วไป :
เป็น พรรณไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบๆ ลำต้นสูงประมาณ 5 ฟุต ใบเป็นใบเดี่ยวแตกออกเป็นคู่ ไปตามก้านต้นลักษณะใบป้อมมน ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบไม่มีจัก ผิวใบเรียบสีเขียวเข้มเป็นมัน ใบยาว 2-3 นิ้ว มีดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกเป็นช่อตามปลายยอดหรือปลายกิ่งประมาณ 3-5 ดอก แล้วแต่ชนิดพันธุ์ ดอกมีสีขาวกลิ่นหอม มีทั้งดอกลาและดอกซ้อน ออกดอกตลอดปี
การขยายพันธุ์ :
เป็นไม้ที่ชอบแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง ต้องการน้ำปานกลาง ปลูกในดินร่วนซุย ขยายพันธุ์โดยการปักชำ หรือตอนกิ่ง
สรรพคุณทางยา :
มะลินอกจากจะมีกลิ่นหอมไว้ดมแล้ว มะลิดอกแห้งใช้ปรุงเครื่องยาหอมใช้บำรุงหัวใจได้เป็นอย่างดี

ดอกมะลิสัญลักษณ์ประจำวันแม่
มะลิหอมน้อมวางข้างข้างตัก กรุ่นกลิ่น “รัก” บริสุทธิ์ผุดผ่องใส
แทนทุกคำทุกถ้อยร้อยจากใจ เป็นมาลัย “กราบแม่” พร้อมน้อมบูชา
ดอกเอ๋ยดอกมะลิ
ถึงยามผลิกลิ่นพราวสกาวต้น
สดสะอาดปราศสีราคีระคน 
เหมือนกมลใสสดหมดระคาย
กลิ่นมะลิหอมกระไรไม่รู้สร่าง  
เปรียบได้อย่างรักแท้ไม่แปรหาย
อันรักแท้แลหัวใจได้บรรยาย
ขอเชิญทาย ณ ที่ไหนจากใครเอย

*คำประพันธ์บทดอกสร้อยชื่อ แม่จ๋า ของท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา

วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การเลือกนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย


การเลือกตั้งประธานาธิบดีมาเลเซีย


กัวลาลัมเปอร์ 6 พ.ค. พรรครัฐบาลผสมมาเลเซียสามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากครองอำนาจมานานถึง 56 ปี แต่นายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวหาว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีการใช้กลโกงและไม่ยอมรับความพ่ายแพ้
https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiUFel2fRghyphenhyphenirqtH3A5y4hP1Mm6VkbYM9-hkk_9KYeLi3SccupQPvMK0GnymXFZOq6x4oRj-nPzzYV0aWffAomFXGnPzI7M-d4eiVShL7PHmTiacysCvI-_6eFM9hRJfbjjGg724bT9Ews/s320/2.jpg

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhftmuh7nQtGDh-stfakKVBbCfe9Hf4mAd3bZezJMG9MT11jAYdx2_2IEdIYnp876k4eU9SEgIGV7eBbssSLGjhSneVtw4S0_1WWLLWLNIaF_VISyLSFDChyfnTxeA3cCfWG-8_e8hJkeia/s320/1.jpg



รัฐบาลผสมแนวร่วมแห่งชาติภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค คว้าที่นั่งมาทั้งหมด 133 ที่นั่ง ยังคงครองเสียงข้างมากในรัฐสภา 222 ที่นั่ง นับเป็นชัยชนะติดต่อกันเป็นครั้งที่ 13 ของพรรครัฐบาลบผสมนับแต่มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 2500 นายนาจิบ วัย 59 ปีกล่าวต่อบรรดาผู้สนับสนุนในกรุงกัวลาลัมเปอร์ว่า ชัยชนะครั้งนี้เป็นการตัดสินใจของประชาชน และเรียกร้องให้ชาวมาเลเซียทุกคนยอมรับชัยชนะของรัฐบาลผสม เพื่อแสดงให้โลกเห็นว่ามาเลเซียเป็นประเทศประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์

ส่วนพรรคฝ่ายค้านภายใต้การนำของนายอันวาร์ อิบราฮิม คว้ามาได้ 89 ที่นั่ง เพิ่มขึ้น 14 ที่นั่ง คณะกรรมการการเลือกตั้งระบุว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์มากเป็นประวัติการณ์ถึงร้อยละ 80 ของจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 13 ล้านคน หรือกว่า 10 ล้านคน



พรรครัฐบาลมาเลเซียได้รับชัยชนะด้วยที่นั่งในสภาที่ลดลงต่ำสุดนับแต่ปกครองประเทศ


กัวลาลัมเปอร์ 6 พ.ค. พรรครัฐบาลผสมได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปในมาเลเซียเมื่อวานนี้ ได้ปกครองประเทศต่ออีกสมัยหนึ่ง แม้ว่าจะได้ที่นั่งในสภาต่ำที่สุดเท่าที่เคยปกครองมาเลเซียมากว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาก็ตาม ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อ นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค และความเหลื่อมล้ำทางด้านเชื้อชาติในมาเลเซียรุนแรงยิ่งขึ้น โดยชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนให้การสนับสนุนรัฐบาลน้อยลง

ผลการเลือกตั้งเมื่อวานนี้ พรรคร่วมรัฐบาลได้ที่นั่งในรัฐสภา 133 ที่นั่ง จากทั้งหมด 222 ที่นั่ง ขณะที่ผู้นำฝ่ายค้าน อันวาร์ อิบราฮิม กล่าวหาว่ามีการโกงการเลือกตั้ง
ผู้นำวัย 59 ปี ของมาเลเซียอาจจะได้รับแรงกดดันจากผู้ที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมในพรรคอัมโนของเขา ที่ไม่สามารถนำพาพรรคร่วมรัฐบาลให้ได้ที่นั่งในสภาด้วยเสียงข้างมากที่เพิ่มขึ้นได้ ทั้ง ๆ ที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศมีความแข็งแกร่ง พร้อมด้วยการจัดสรรงบประมาณทางด้านสังคมเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่มากถึง 2,600 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 77,324 ล้านบาท)
























การเลือกตั้งประธานาธิบดีประเทศมาเลเซีย

         การเลือกตั้งทั่วไปของมาเลเซียในวันที่ 5 พฤษภาคม นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผลการเลือกตั้งไม่อาจคาดเดาได้ล่วงหน้า เพราะการต่อสู้ระหว่างพรรคแนวร่วมแห่งชาติซึ่งนำโดยพรรคอัมโนของนายนาจิบ ราซัก ซึ่งปกครองประเทศนับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ กับพรรคภาคีประชาชน แนวร่วมฝ่ายค้านซึ่งนำโดยนายอันวาร์ อิบราฮิม ขับเคี่ยวกันอย่างสูสีขนาดที่แม้แต่ผลโพลที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ก็ยังไม่อาจบ่งชี้ได้ว่าใครจะชนะเลือกตั้ง เพราะคะแนนนิยมที่ทั้งสองฝ่ายได้ใกล้เคียงกัน ทำให้คะแนนเสียงของประชาชนกลุ่มที่ระบุว่ายังไม่ตัดสินใจจะกลายเป็นตัวชี้ขาด ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในมาเลเซียครั้งนี้มีมากถึง 13.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากครั้งก่อน 22% โดยผู้มีสิทธิออกเสียงที่มีอายุ 21-29 ปี เพิ่มขึ้นถึง 19%

       ทั้งนายนาจิบและนายอันวาร์ต่างตระเวนเดินสายหาเสียงโค้งสุดท้ายในพื้นที่บ้านเกิด โดยนายนาจิบได้ทิ้งไพ่ใบสุดท้ายด้วยการออกมาเตือนว่าหากนายอันวาร์ได้รับชัยชนะจะทำให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในประเทศ พร้อมขออำนาจเด็ดขาดในการบริหารประเทศจากประชาชน ด้านนายอันวาร์ซึ่งดูเหมือนจะได้รับความสนใจและการต้อนรับอย่างล้นหลามในทุกที่ที่ไปหาเสียงประกาศว่า การเลือกตั้งครั้งนี้คือการต่อสู้กับผู้ปกครองที่กดขี่และทุจริตคอร์รัปชั่น พร้อมเตือนว่ารัฐบาลอาจหาทางขโมยชัยชนะไปจากประชาชน

เบอซีห์ แนวร่วมเพื่อการเลือกตั้งที่สะอาดและเป็นธรรมของมาเลเซีย ออกแถลงการณ์สอดรับกับข้อสังเกตของนายอันวาร์โดยระบุว่า กำลังมีความพยายามที่จะขโมยชัยชนะในการเลือกตั้งซึ่งสูสีที่สุดในประวัติศาสตร์มาเลเซียครั้งนี้ โดยเบอซีห์สามารถจับภาพการซื้อเสียงและได้รับข้อมูลร้องเรียนเป็นจำนวนมาก ว่าเจ้าหน้าที่รัฐแสดงบทบาทที่ไม่เหมาะสมและไม่เป็นกลาง ทำให้แนวร่วมฝ่ายค้านขู่ว่าจะจัดประท้วงขึ้นทั่วประเทศ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็กล่าวหาฝ่ายค้านว่าพยายามทำให้คนเคลือบแคลงการเลือกตั้งเพื่อเป็นข้ออ้างที่สร้างความชอบธรรมให้ตนเองหากแพ้การเลือกตั้งครั้งนี้

        รัฐบาลยังปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าขนคนไปลงคะแนนด้วยการเช่าเหมาลำเครื่องบินไปยังเมืองต่างๆ แม้ฝ่ายค้านจะอ้างว่ามีอีเมล์ที่ชี้ว่าสำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซียส่งหนังสือประสานงานขอเช่าเครื่องเหมาลำเหล่านั้น

       วันเดียวกัน ซีพีเจ คณะกรรมการคุ้มครองสื่อออกแถลงการณ์ระบุว่า สื่อออนไลน์หลายสำนักในมาเลเซียซึ่งเป็นสื่อเสรีที่เป็นช่องทางเดียวที่เสนอข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่เป็นกลางกำลังตกเป็นเป้าถูกโจมตีโดยรัฐบาลเพื่อหวังจะปิดกั้นการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ทั้งนี้ เว็บไซต์ข่าวเสรีอย่างมาเลเซียกีนี, ฮารัค อาห์เดลี, มาเลเซีย อินไซด์เดอร์, เรดิโอฟรีซาราวัก และซาราวัก รีพอร์ต ถูกโจมตีด้วย

     รูปแบบที่หลากหลายในช่วงที่ผ่านมา เพื่อทำให้เว็บไซต์ข่าวเสรีเหล่านี้ไม่สามารถใช้การได้และทำให้ประชาชนไม่อาจเข้าถึงข้อมูลที่เป็นกลางระหว่างการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่รัฐบาลปฏิเสธโดยสิ้นเชิง




https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEijBwsfzng5Xw_9h3L_IdPntSxeIF4UJG2A623Mpz4bIb2AE1yVrRKuzGts0R21UbppsescDOEBND5Zuz2h86xVctnI94OhQpGYlHs3JC9-4DyZwJ5Kh8o1qr4scOd3ZAJj7Jt6ugEqDuU/s400/195763.jpg


สรุปสถานการณ์

          ขณะนี้คณะกรรมการเลือกตั้งมาเลเซียอยู่ระหว่างการนับคะแนน ประชาชนมาเลเซียเฝ้าติดตามนับคะแนนอย่างใกล้ชิด โดยเพราะสมาชิกแนวร่วมฝ่ายค้านหลายคนที่เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจส่งผลเปลี่ยนใหญ่หลวงต่อการเมืองมาเลเซียหลังจากที่พรรคอัมโนแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลครองอำนาจบริหารประเทศมาอย่างยาวนานถึง 56 ปี

            ความสนใจของนักวิเคราะห์หลายคนอยู่ที่การคาดการณ์ผลการเลือกตั้งที่ออกมาในหลายแนว ส่วนใหญ่เห็นว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะได้จัดตั้งรัฐบาลต่ออีกสมัย แต่จะได้เสียงข้างมากในสภาสองในสามตามเป้าหมายยังเป็นที่สงสัย
            กระแสข่าวการจับทุจริตโกงการเลือกตั้งเริ่มมีมากขึ้น มีกระแสข่าวจากฝ่ายค้านให้ระวังถูกปล้นชัยชนะการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง ดูเหมือนว่าแนวร่วมฝ่ายค้านตั้งใจจับผิดเรื่องนี้ ผู้เชี่ยวชาญบางคนให้ความเห็นว่าถ้ามีหลักฐานโกงการเลือกตั้งที่ชัดเจน ประชาชนจะออกมาเคลื่อนไหวทันที
            นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าการเลือกตั้งในปีนี้จะเป็นการเลือกตั้งที่สูสีที่สุดนับจากที่ประเทศมาเลเซียได้เอกราช บางคนเห็นว่าหากพรรคร่วมฝ่ายค้านเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง หรือไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะขาด ตลาดทุนตลาดเงินมาเลเซียจะเกิดการเทขายทันที

คืบหน้าล่าสุด 

            (6 พ.ค.) นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซะห์ประกาศว่าผลการนับคะแนนล่าสุดพรรคร่วมรัฐบาลบีเอ็นได้แล้ว 112 ที่นั่ง ส่วนแนวร่วมฝ่ายค้านได้ 58 ที่นั่ง เหลืออีก 52 ที่นั่งที่ยังอยู่ระหว่างการนับคะแนนซึ่งจะประกาศผลได้ในเช้าวันที่ 6 พ.ค.
(BarisanNasional secures simple majority, New Straits Times)
            10.45 (5 พ.ค. 9.45 เวลาไทย) คณะกรรมการเลือกตั้งประกาศผลว่าพรรคร่วมรัฐบาลบีเอ็นชนะ 32 ใน 43 ที่นั่งแล้ว (จากทั้งหมด 222 ที่นั่ง)

วิเคราะห์

            จนถึงขณะที่กำลังเขียนบทวิเคราะห์นี้ ข้อมูลข่าวสารที่หลายแหล่งทั้งสื่อกระแสหลัก สื่อโซเชียลมีเดียกำลังรายงานคืบหน้านับคะแนนอย่างต่อเนื่อง
            แม้ไม่ชัดเจนว่าพรรคร่วมรัฐบาลบีเอ็นจะได้เสียงข้างมากเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลต่ออีกสมัยหรือแนวร่วมฝ่ายค้านของนายอันวาร์ อิบราฮิมจะได้พลิกโฉมประวัติศาสตร์ ณ ขณะนี้ค่อนข้างแน่แล้วว่าพรรคร่วมรัฐบาลบีเอ็นจะไม่ได้เสียงข้างมากสองในสามเหมือนอดีต เท่ากับพลาดเป้าหมายที่นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซะก์ต้องการอย่างเดียวคือพรรคร่วมรัฐบาลต้องกลับมาได้ที่นั่งสองในสามในสภาอีกครั้ง

สรุป ฉากทัศน์ (scenario)

1.            แนวร่วมฝ่ายค้านได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล ส่วนอดีตพรรคร่วมรัฐบาลบีเอ็นกลายเป็นฝ่ายค้าน
2.            พรรคร่วมรัฐบาลได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง แต่ไม่ถึงสองในสามตามเป้าสามารถจัดตั้งรัฐบาลต่ออีกสมัย
3.            แนวร่วมฝ่ายค้านไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง

            ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ในฉากทัศน์แรก โฉมหน้าการเมืองมาเลเซียเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง จาก พรรคอัมโนที่เป็นแกนนำสำคัญในพรรคร่วมรัฐบาลจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศตลอด 56 ปี เปลี่ยนมาเป็นแนวร่วมฝ่ายค้านของนายอัลวาร์เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายขนานใหญ่ สำหรับประชาชนที่เลือกแนวร่วมฝ่ายค้านจะยินดีปรีดา แต่ระบบกลไกรัฐจะสั่นสะเทือน ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์ตลาดเงินตลาดทุนบางคนเห็นว่าตลาดจะเกิดการเทขาย เสถียรภาพสังคมอาจเกิดการสั่นคลอนอยู่พักหนึ่ง
            ในฉากทัศน์ที่ แม้พรรคร่วมรัฐบาลของนายกฯ นาจิบจะได้จัดตั้งรัฐบาลต่ออีกสมัย โดยได้ที่นั่งในสภาไม่ถึงสองในสามตามเป้า เท่ากับว่าไม่บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ คำถามคือ นายกฯ จิบต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งนายกฯ หรือไม่ ตามอย่างที่อดีตอดีตนายกฯ อับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี ต้องลาออกหลังพรรคฯ เสียนั่งจำนวนมากแก่ฝ่ายค้าน ทำให้นายนาจิบได้ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน และเป็นการตอกย้ำว่าบริบทการเมืองมาเลเซียเปลี่ยนแปลงแล้ว ต่อไปนี้จะไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคะแนนข้างมากเด็ดขาดในสภาเหมือนอดีตอีกต่อไป การต่อสู้ทางการเมืองจะดุเดือดสูสีอยู่ตลอดเวลา
            ส่วนฉากทัศน์ที่ มีโอกาสเป็นไปได้น้อย แม้ว่าแกนนำฝ่ายค้านหลายคนจะออกมาปลุกกระแสดังกล่าว แต่ทั้งหมดต้องมีหลักฐาน และหากมีหลักฐานที่ชัดเจนสามารถส่งให้คณะกรรมการลือกตั้งเพื่อดำเนินการต่อตามกฎหมายได้อยู่แล้ว
            นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่านายอันวาร์ อิบราฮิมปัจจุบันมีอายุ 65 ปีแล้ว หากต้องรอเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าซึ่งอาจจะต้องรออีก 5 ปี เมือนั้นเขาจะมีอายุ 70 ปี ในประวัติศาสตร์ประเทศมาเลเซียไม่เคยมีผู้ใดขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยวัยขนาดนั้น
            การเลือกตั้งครั้งนี้นอกจากต้องดู ผลการเลือกตั้ง ยังต้องดู ผลกระทบ หลังการเลือกตั้งด้วย และหวังว่าจะไม่เกิดเหตุวุ่นวายหลังประกาศ ผลการเลือกตั้ง


 

 

                               

 

 

 

 

นักวิเคราะห์สิงคโปร์ระบุแม้มาเลเซียชนะเลือกตั้ง แต่หากไม่พยายามเป็น 2 เท่า ความปราชัยก็อยู่แค่เอื้อม


     
         สิงคโปร์ 6 พ.ค.-นักวิเคราะห์แห่งสถาบันนานาชาติราชารัตนัมในสิงคโปร์ ระบุแม้รัฐบาลมาเลเซียจะชนะเลือกตั้ง แต่หากไม่พยายามเป็นสองเท่า ความปราชัยก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม
    นายโอ เอ ซุน นักวิเคราะห์การเมืองแห่งสถาบันราชารัตนัม กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งปรากฏสัญญาณชัดเจนว่าความเชื่อถือของประชาชนที่มีต่อพรรคแนวร่วมแห่งชาติบาริซันลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น นายนาจิบ ราซัค ผู้นำพรรค จะต้องเพิ่มความพยายามเป็น 2 เท่าในการกอบกู้ความมั่นใจของประชาชนกลับคืนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคเอ็มซีเอ ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่สมาชิกส่วนใหญ่เป็นเชื้อสายจีน ก็ประสบความล้มเหลวในการเลือกตั้งครั้งนี้ เช่นเดียวกับครั้งที่แล้ว โดยได้รับเลือกเพียง 5 ที่นั่งเท่านั้น จากเดิม 15 ที่นั่ง ทำให้รัฐบาลผสมแนวร่วมแห่งชาติสมาชิกที่มีเชื้อสายจีนน้อยลงไปกว่าเดิมอีก

   อย่างไรก็ตาม นายไครี จามาลุดดิน สมาชิกรัฐสภา และหัวหน้ากลุ่มเยาวชนอัมโน กล่าวว่า  ความสามัคคีของทุกเชื้อชาติในมาเลเซียเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น จึงไม่ควรมองผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ด้วยการเน้นไปที่เชื้อชาติและเผ่าพันธุ์




https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjP4tmXM5Svt6FIJ7iLMRJYQWZgpDPru-9I_0MmzDcUT-IU94H27HT85QSbIs658ue0X1rDLB0TXq8ayRHhhOXlYXw2afHZl09OXSApXoZPSg5TgZqwdFV9YUfFAV1ckIexu3lmdicZ1pY/s400/74635.jpg